จิตแพทย์,สื่อและทุกหน่วยงานชี้แจงว่า "เบอร์โทรศัพท์มรณะนี้" ไม่เป็นความจริง...

รายละเอียด


( รูปภาพประกอบ http://www.youtube.com/watch?v=39rXZdyAMuw&feature=related )



_______เว็บบอร์ดโรงเรียนตากพิทยาคมแห่งนี้
เป็นเว็บบอร์ดที่ใช้เหตุผลและสติปัญญาในการกรองข้อมูลข่าวสาร ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
เพราะระบบการศึกษาของไทยเราสอนมาดี...
ดั่งคติพจน์ที่ว่า "สุวิชชาโน ภวํ โหติ" ซึ่งแปลว่า ผู้รู้ดีเป็นผู้เจริญ
เป็นคติประจำโรงเรียนตากพิทยาคมแห่งนี้...


_______ดังนั้น นักเรียนหรือใครก็ตามที่อ่านกระทู้นี้
กรุณาชี้แจงข้อเท็จจริงแก่บุคคลทั่วไปที่ไม่ทราบที่มาของข่าวด้วยนะครับ...


_______biocom ไปสืบหรือค้นหาต้นตอและแหล่งที่มาของข่าว พบเหตุผลและข้อเท็จจริงดังนี้

============ ข้อเท็จจริงที่ 1 ==========

_______ข่าวช่อง 3 ตรวจสอบแหล่งที่มาแล้ว ไม่เป็นความจริง ความจริงก็คือ เป็นข่าวลือ
ซึ่งมาจากต้นตอของข่าวเบอร์โทรมรณะนี้มาจากแม่เฒ่าในเชียงรายรับโทรศัพท์แจ้งข่าวลูกชายเสียชีวิต
จึงช็อคและเป็นลมหมดสติคาโทรศัพท์ ข่าวนี้ถูกบอกต่อพร้อมเติมสีใส่ไข่จนกลายเป็นหากใครรับโทรศัพท์
อาจจะได้รับอันตรายจากคลื่นแม่เหล็กจนทำให้มีเลือดออกทางปากและจมูก
แถมยังบอกอีกว่ามีผู้เสียชีวิตจากเบอร์โทรอันตรายนี้หลายรายแล้ว...

ที่มา http://www.youtube.com/watch?v=39rXZdyAMuw&feature=related

โดย : ิbiocom IP : 125.25.200.215 [ 21/01/2010 , 23:16:54 ]

ความคิดเห็นที่ : 1


============ ข้อเท็จจริงที่ 2 ==========

_______โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2553 13:49 น.
เว็บไซด์
http://www.manager.co.th/Telecom/ViewNews.aspx?NewsID=9530000008858&CommentPage=1&#Comment




1. คนไทยชนะเลิศเรื่อง “ไวรัลมาร์เก็ตติ้ง”


กรณีเบอร์โทรมรณะ คือกรณีศึกษาที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักการตลาดด้าน Viral Marketing
หรือการบอกต่อปากต่อปาก เรื่อง นี้ประชาสัมพันธ์เอไอเอสระบุว่า
ต้นตอของข่าวเบอร์โทรมรณะนี้มาจากแม่เฒ่าในเชียงรายรับโทรศัพท์แจ้งข่าวลูก ชายเสียชีวิต
จึงช็อคและเป็นลมหมดสติคาโทรศัพท์ ข่าวนี้ถูกบอกต่อพร้อมเติมสีใส่ไข่จนกลายเป็นหากใครรับโทรศัพท์
อาจจะได้รับอันตรายจากคลื่นแม่เหล็กจนทำให้มีเลือดออกทางปากและจมูก
แถมยังบอกอีกว่ามีผู้เสียชีวิตจากเบอร์โทรอันตรายนี้หลายรายแล้ว

ข่าว ลือบอกอีกว่า “จังหวัดแพร่ ลำปาง เชียงราย เชียงใหม่มีคนตายแล้ว”
ลูกเล็กเด็กแดงบางส่วนถูกยึดโทรศัพท์มือถือ
หรือสั่งห้ามรับโทรศัพท์จากเบอร์ที่ไม่ได้บันทึกไว้ในเครื่องเลยทีเดียว

กระแสบอกต่อกระจายทั่วตัวสร้างความตระหนกทั่วภาคเหนือ ร้อนถึงสื่อต้องออกมาไขความจริง
ทั้งจากผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่เป็นเจ้าของเบอร์มรณะ จากเจ้าหน้าที่ตำรวจว่ามีผู้เสียหายกรณีนี้หรือไม่
และจากแพทย์เพื่อสรุปความเป็นไปได้ด้านสุขภาพ ทุกรายขานรับว่าไม่มีทาง
เมื่อสื่อลงมาเล่นด้วยข่าวลือที่ความจริงกระจ่างแล้วจึงไล่ลามไปทั่วประเทศ ไทย




2.คนไทยดูหนังมากไป

มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับโทรศัพท์มรณะ
ตัวละครในเรื่องจะต้องพบเจอเหตุการณ์ร้ายเพียงเพราะรับหรือกดโทรไปยังเบอร์ อาถรรพ์
กรณีที่เกิดขึ้นคล้ายกับเนื้อหาภาพยนตร์เหล่านี้ ทำให้หลายคนวิจารณ์ว่า
“คนไทยดูหนังมากเกินไป”




3.คนไทยกำลังเครียด

จากการสอบถามนักจิตวิทยาของสถาบันของรัฐแห่งหนึ่ง พบว่ากรณีดังกล่าวเป็นเพียง
“ภาวะตื่นตระหนกหมู่” ซึ่งเกิดขึ้นจากคนในสังคมมีภาวะตึงเครียด
มีบุคลิกภาพอ่อนแอในจิต มีอาการ Suggest Team หรือชักชวนง่าย และมีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์
ทำให้เบอร์มรณะกลายเป็นประเด็นขึ้นมา

นักจิตวิทยารายนี้บอกว่า กรณีเบอร์มรณะมีความคล้ายคลึงกับปรากฏการณ์
“โรคจู๋” ที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเราเมื่อยี่สิบปีก่อน ครั้ง นั้นชาวบ้านในเขตภาคอีสาน
รับประทานก๋วยเตี๋ยวญวนแล้วเกิดอาการ “นกเขาไม่ขัน”
ก่อให้เกิดประเด็นพูดกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง
ว่าเป็นการวางยาของทหารเวียตนามในสมัยที่ยังมีภัยคอมมิวนิสต์ ทำให้ก๊วยเตี๋ยวญวนขายไม่ออกกันเป็นแถว
จนสุดท้ายก็มีผู้เชี่ยวชาญออกมาสรุปว่าเป็นผลมาจากการอุปทานหมู่ด้านจิตใจ





4.คนไทยยังระแวงคลื่นมือถือ


ชาวบ้านจำนวนมากปักใจเชื่อว่าผู้โชคร้ายจากการรับโทรศัพท์เบอร์มรณะนั้นเสียชีวิตเพราะคลื่นโทรศัพท์มือถื
อ จุด นี้ในต่างประเทศเองก็ยังเสียงแตกเป็น 2 ส่วน
บางส่วนยังกังวลว่าคลื่นโทรศัพท์มือถืออาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
ทั้งที่การทดสอบส่วนใหญ่ระบุว่าไม่มีผลใดๆ





5. บริการเช็กเบอร์ไม่ช่วยอะไร

ความสามารถของบริการเช็คเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่ในขณะนี้มีเพียงการ ตรวจสอบระบบเครือข่าย
และพื้นที่ใช้บริการเท่านั้น ไม่สามารถให้รายละเอียดอื่นนอกเหนือจากนี้
ดังนั้นกรณีเบอร์โทรมรณะจึงทำให้ทุกคนใช้วิธีทดลองโทรไปยังเบอร์ที่เป็นข่าว
ซึ่งก็ไม่ได้รับข้อมูลใดเพิ่มเติมอยู่ดี






6.เจ้าของเบอร์ช้ำใจที่สุด

คนที่เสียหายที่สุดจากกรณีที่เกิดขึ้น คือ เจ้าของเบอร์มรณะ
เบอร์มรณะที่ขึ้นประกาศเตือนส่วนใหญ่โทร.ไม่ติด มีเพียง 1 เบอร์เท่านั้นที่สามารถติดต่อได้ ซึ่ง
รายงานข่าวระบุว่าเจ้าของเบอร์ผู้โชคร้ายได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก
เนื่องจากมีสายโทรศัพท์โทร.เข้าไปต่อว่าจำนวนมาก จนกระทั่งต้องเลิกใช้งานเบอร์มรณะไปแล้วในที่สุด

เชื่อว่ายังมีสรุปอื่นนอกเหนือจาก 6 ข้อนี้
ขอเชิญทุกท่านอ่านเพิ่มเติมจากคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ :-)

ที่มาของข่าว :
http://www.manager.co.th/Telecom/ViewNews.aspx?NewsID=9530000008858&CommentPage=1&#Comment

โดย : ิbiocom IP : 125.25.200.215 [ 21/01/2010 , 23:35:16 ]

ความคิดเห็นที่ : 2



============ ข้อเท็จจริงที่ 3 ==========


_______หัวข้อข่าว เรื่อง "จิตแพทย์ชี้อย่าตระหนก เบอร์โทรศัพท์มรณะ แค่พวกก่อก่วน"

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 21 มกราคม 2553 18:44 น.


นพ.เทอดศักดิ์ เดชคง จิตแพทย์กรมสุขภาพจิต
กล่าวถึงกรณีข่าวโทรศัพท์มรณะหากรับเบอร์โทรศัพท์ต้องห้ามแล้วทำให้เสีย ชีวิต
สร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนเป็นอย่างมากว่า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคล้ายกับจดหมายลูกโซ่หรือความเชื่อเกี่ยวกับเวทมนต์ คาถา ซึ่งสิ่งเลวร้ายต่างๆ
เมื่อได้รับการเผยแพร่ จะเกิดความเชื่อ และส่งผลต่อปฏิกิริยาทางจิตใจ
ตั้งแต่วิตกกังวลเพียงเล็กน้อยไปจนถึงวิตกกังวลมากจนเกินไป กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หดหู่กับชีวิต
ในทางจิตวิทยา เรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นความเชื่อ ซึ่งทุกคนมีอยู่ในตัวเองอยู่แล้ว
แต่ความเชื่อมีทั้งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ความเชื่อที่เป็นประโยชน์
เป็นความเชื่อเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งอาจจะเป็นข่าวร้าย แต่เราสามารถรับมือหรือแก้ไขปัญหาได้


นพ.เทอดศักดิ์ กล่าวต่อว่า เรา
ต้องมองข่าวสารที่เกิดขึ้นด้วยความเข้าใจถึงความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ ซึ่งทางการแพทย์
เป็นไปได้ยากที่ได้รับโทรศัพท์แล้วจะทำให้เสียชีวิตนอกจากจะมีการหลอกหรืออำ กันเล่น เช่น
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่หลอกหรืออำว่าญาติป่วย ลูกตาย ซึ่งเรื่องดังกล่าวส่งผลกระทบต่อจิตใจคน
และบางรายถ้ามีโรคประจำตัวอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้ช็อกแล้วตายได้ ดังนั้น
เราจึงจำเป็นที่ต้องฟังข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน ด้วยความระมัดระวัง
และสังเกตปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือบุคคลรอบข้าง ว่ากังวลใจมาก จนกินไม่ได้ นอน ไม่หลับ ใจสั่น
หวาดผวา ไม่กล้ารับโทรศัพท์หรือไม่
ซึ่งนั่นเป็นสัญญาณบอกว่าต้องรีบพูดคุยหาทางระบายออกหรือขอรับคำแนะนำปรึกษา
จากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยด่วน


นพ.เทอดศักดิ์ กล่าวอีกว่า
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะเกิดจากพวกที่ชอบเล่นสนุก สร้างความตื่นตระหนก
ซึ่งเข้าข่ายสร้างความเดือดร้อนให้สังคมโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
และยิ่งเป็นข่าวลือเกี่ยวกับความตายซึ่งเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว เป็นเรื่องของชีวิตคน
ประกอบกับคนเรามีความเชื่อเป็นธรรมชาติติดตัวอยู่แล้ว
ก็จะยิ่งทำให้ข่าวลือนั้นๆกระจายไปได้อย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อจิตใจ เป็นธรรมดา


"อย่าง กรณี รับข่าวสารว่า กำลังโชคร้าย จะเกิดเรื่องร้ายกับตนเอง
ความเชื่อนี้จะทำให้ระมัดระวังตนเองมากขึ้นในการดำเนินชีวิต ถือว่าส่งผลดีและส่งเสริมสุขภาพจิตด้วย
ตรงกันข้าม ความเชื่อที่ไม่สามารถทำอะไรได้ เช่น โลกจะแตก หรือ ถ้าได้รับจดหมายแล้วไม่เขียนต่อ หรือ
รับโทรศัพท์แล้วจะโชคร้าย เสียชีวิต ย่อมเป็นความเชื่อที่เกิดโทษต่อตนเองและคนรอบข้าง"
นพ.เทอดศักดิ์กล่าว

นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ความ เชื่อเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน
ทั้งนี้ จำเป็นต้องเชื่อโดยมีพื้นฐานอยู่บนเหตุผล ต้องดูความเป็นไปได้ของเหตุการณ์
ควรรับข่าวสารข้อมูลด้วยความระมัดระวัง มองสถานการณ์ให้รอบด้าน
ซึ่งคงไม่สามารถห้ามไม่ให้แต่ละคนเชื่อได้ ดังนั้น ควรดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท เชื่อมั่นในตนเอง
เมื่อได้รับข่าวร้าย มีเวลาคิด ใช้วิจารณญาณ ย่อมทำให้เกิดความรู้สึกมั่นคง
ไม่เอนเอียงไปกับข่าวสารที่ได้รับง่ายจนเกินไป

ทั้งนี้ ถ้าเชื่อจนตื่นตระหนก เครียดกินไม่ได้ นอนไม่หลับ หวาดผวา
ไม่กล้ารับโทรศัพท์ จำเป็นต้องพบจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตโดยด่วน

ที่มา : http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9530000009185

โดย : biocom IP : 125.25.200.215 [ 21/01/2010 , 23:48:03 ]

ความคิดเห็นที่ : 3


============ ข้อเท็จจริงที่ 4 ==========

_______บางกระทู้ของ Pantip ได้ลองพิสูจน์และทดสอบ โดยลองโทรศัพท์ไปยังเจ้าของเบอร์มรณะจริง พบว่า...


ที่มา : http://pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8787433/X8787433.html



ความคิดเห็นที่ 2 [ถูกใจ] [แจ้งลบ]

รำคานแทนเจ้าของเบอร์นะคะ อยู่ดีๆก็กลายเป็นเบอร์มรณะซะงั้น = ="

จากคุณ : lazywii
เขียนเมื่อ : 20 ม.ค. 53 13:15:05




ความคิดเห็นที่ 3 [ถูกใจ] [แจ้งลบ]

แจ้งความได้นะครับเรื่องนี้ แต่ตำรวจจะเห็นค่าความทุกข์ของประชาชนธรรมดาๆ คนหนึ่งหรือเปล่าเท่านั้น

จากคุณ : axquest [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 20 ม.ค. 53 13:16:01 [แก้ไข]





ความคิดเห็นที่ 26 [ถูกใจ] [แจ้งลบ]

ช่วยกันโหวตกระทู้นี้กันเยอะๆ นะครับ คนที่ผ่านมาจะได้เห็นว่าเป็นเบอร์คนจริงๆ มีผู้เดือดร้อนจริงๆ
จะได้เลิกกลัวและเลิกโทรไปลองของเพื่อก่อความรำคาญให้เจ้าของเบอร์อีก

จากคุณ : ชิวตัวเป็นขน [FriendFlock]
เขียนเมื่อ : 20 ม.ค. 53 14:00:50 [แก้ไข]




ความคิดเห็นที่ 38 [แจ้งลบ]

เริ่มได้กลิ่น....ดราม่า.....

ไหนๆ ก็ รู้กันแล้วว่า เบอร์นี้ เจ้าของเบอร์ อาจจะถูกแกล้ง....

เพื่อไม่ให้ดราม่า.... เรามาออกทะเลกันดีไหมเธอว์

*** คนไทยด้วยกันนะครับ ***

จากคุณ : TonTon1977 [FriendFlock] [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 20 ม.ค. 53 14:35:29 [แก้ไข]




ความคิดเห็นที่ 190 [แจ้งลบ]

ใครเป็นคนคิดนี่ งี่เง่า ไร้สาระจริงๆ สงสารเจ้าของเบอร์มาก

จากคุณ : tottui [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 21 ม.ค. 53 15:44:05 [แก้ไข]




ความคิดเห็นที่ 132 [ถูกใจ] [แจ้งลบ]

เห็นใจเจ้าของเบอร์โทรศัพท์จัง
อยู่ดีๆก็งานเข้าซะงั้น หาว่าเป็นเบอร์มรณะ
มั่วสุดๆ

จากคุณ : Beingbig [Bloggang]
เขียนเมื่อ : 20 ม.ค. 53 22:07:06 [แก้ไข]


อ่านความคิดเห็นเพิ่มเติมหรือที่มา :
http://pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8787433/X8787433.html


โดย : biocom IP : 125.25.200.215 [ 22/01/2010 , 00:07:49 ]

ความคิดเห็นที่ : 4



________ลืมโพสต์รูปภาพของกระทู้ย่อยที่ 3

อ่านความคิดเห็นเพิ่มเติมหรือที่มา :

http://pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8787433/X8787433.html

โดย : biocom IP : 125.25.200.215 [ 22/01/2010 , 00:10:21 ]

ความคิดเห็นที่ : 5



________ผมเชื่อว่า ศิษย์เก่าและนักเรียนโรงเรียนตากพิทยาคม คงเคยได้เรียนวิชาพระพุทธศาสนา หรือ
กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ในปัจจุบัน) มาแล้ว คงเคยได้ยินเรื่องกาลามสูตร
มาดูสิว่าจะนำวิชาดังกล่าวไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างไรบ้าง
ในยุคข้อมูลเทคโนโลยีข่าวสารที่รวดเร็วเช่นนี้...

_______กาลามสูตร เป็น พระสูตรสำคัญสูตรหนึ่งในพระพุทธศาสนา ได้รับความสนใจมากเป็นพิเศษ
จากนักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน แท้ที่จริง ในพระไตรปิฎก ชื่อกาลามสูตร....
อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.kroobannok.com/blog/1671




=========== สิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10 ประการ =========

พระพุทธเจ้าแทนที่จะตรัสเหมือนกับสมณพราหมณ์เหล่าอื่นที่เคยพูดมาแล้ว
พระองค์ไม่ได้ทรงสรรเสริญคำสอนของพระองค์
และก็ไม่ทรงติเตียนคำสอนศาสนาของผู้อื่นแต่พระองค์กลับตรัสอีกแบบหนึ่ง
การพูดแบบนี้เป็นลักษณะของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน คือพระองค์ได้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่ควรเชื่อ 10
ประการโดยตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงฟัง


มา อนุสฺสวเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
มา ปรมฺปราย อย่าเพิ่งเชื่อโดยถือว่าเป็นของเก่าเล่าสืบๆ กันมา
มา อิติกิราย อย่าเพิ่งเชื่อเพราะข่าวเล่าลือ
มา ปิฏกสมฺปทาเนน อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
มา ตกฺกเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง
มา นยเหตุ อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดคาดคะเนอนุมานเอา
มา อาการปริวิตกฺเกน อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ
มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนฺติยา อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าต้องกับความเห็นของตน
มา ภพฺพรูปตา อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้
มา สมโณ โน ครูติ อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดนั้นเป็นครูของเรา


สรุปแล้ว พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเพิ่งเชื่อ เพราะเหตุ 10 ประการนี้



ข้อ ความประเภทนี้ตรงกับกฎทางวิทยาศาสตร์
เพราะนักวิทยาศาสตร์จะไม่เชื่อถ้าเขายังไม่ได้ ทดสอบหรือพิจารณาเหตุผลให้ปรากฏก่อน
และข้อความเช่นนี้ไปตรงกันได้อย่างไรในข้อที่ไม่ให้เชื่อเพราะเหตุ เหล่านี้ ถ้าเช่นนั้นแล้ว
เราควรจะเชื่อแบบใดเมื่อปฏิเสธไปหมดเลยทั้ง 10 ข้อ และเราควรจะเชื่ออะไรได้บ้าง


พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของเหตุและผล ไม่โจมตีศาสนา ไม่โจมตีผู้ใด
ชี้แต่เหตุและผลที่ยกขึ้นมา อธิบายเท่านั้น...


ใน ที่สุด พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ถ้าเราทำดีโดยการมีเมตตา กรุณา มุทิตา
และอุเบกขาแล้ว เราจะมี ความอุ่นใจถึง4 อย่าง ซึ่งคนทำชั่วนั้นจะไม่มีความอุ่นใจดังกล่าวเลย


การ พิจารณาอย่างนี้เป็นข้อความสำคัญในกาลามสูตร แท้ที่จริง
ยังมีข้อความอื่นอีกในพระสูตรนี้ แต่เป็นข้อปลีกย่อย จึงไม่ได้นำมากล่าวไว้ในที่นี้


ใน ปัจจุบันนี้นักวิทยาศาสตร์ นักคิดชาวตะวันตก
ได้สรรเสริญพระพุทธศาสนาในแง่ของการมีเหตุผล ไว้มาก
เพราะเป็นคำสอนอันมีเหตุผลและสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ของพระพุทธศาสนา

ดัง นั้น กาลามสูตรจึงเป็นพระสูตรที่ให้อิสระในด้านความคิด
แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่ให้เราเชื่อ แต่ให้พิจารณาให้ดีเสียก่อน แล้วจึงค่อยเชื่อ
อย่าเชื่อโดยฟังตามกันมา แม้แต่พระคัมภีร์ก็อย่าเพิ่งเชื่อ ให้พิจารณา ดูเสียก่อน ถ้าทำได้อย่างนี้
ถือว่าสมกับการเป็นชาวพุทธ ไม่เชื่ออะไรอย่างไร้เหตุผล โดยไม่พิจารณาว่าควรเชื่อ หรือไม่เพียงไร

เราจึงควรภูมิใจที่เราได้นับถือพระพุทธศาสนา อันเป็นศาสนาที่มีเหตุผล
สอดคล้องกับวิทยาศาสตร์ ในโลกปัจจุบันไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนและผู้อื่น
แต่เป็นไปเพื่อประโยชน์ตนและผู้อื่น และเป็นไปเพื่อความ สิ้นทุกข์ในที่สุด แม้ทุกข์ยังไม่หมด
แต่ก็มีความสงบสุขในชีวิตเพิ่มขึ้น เมื่อเราได้ปฏิบัติได้ถูกต้องตามพุทธธรรม
ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา




อ่านเพิ่มเติมหรือที่มา : http://www.kroobannok.com/blog/1671


โดย : biocom IP : 125.25.200.215 [ 22/01/2010 , 00:21:42 ]

ความคิดเห็นที่ : 6



_______ เนื้อหาเกี่ยวกับ กาลามสูตร มีเยอะมาก ผมคงยกมาไม่หมด ดังนั้นถ้าใครอยากฉลาดรอบรู้และมีปัญญา
ลองอ่านเพิ่มเติมเองน่ะครับ http://www.kroobannok.com/blog/1671


พระพุทธวจนะ ทั้ง 10 ประการข้างต้นนั้น ท่านทั้งหลายฟังดูแล้วอาจคิดว่า
ถ้าใครถือตามแบบ นี้ทั้งหมดก็มองดูว่าน่าจะเป็นมิจฉาทิฎฐิ คือ ไม่เชื่ออะไรเลย แม้แต่ครูของตนเอง
แม้แต่พระไตรปิฎกก็ไม่ให้เชื่อ พิจารณาดูแล้ว น่าจะเป็นมิจฉาทิฎฐิ
แต่ก็ไม่ใช่


คำว่า "มา" อันเป็นคำบาลีในพระสูตรนี้
เป็นการปฏิเสธมีความหมายเท่ากับNoหรือนะคืออย่า แต่โบราณาจารย์กล่าวว่า ถ้าแปลว่า อย่าเชื่อ
เป็นการแปลที่ค่อนข้างจะแข็งไปควรแปลว่า"อย่าเพิ่งเชื่อ" คือให้ ฟังไว้ก่อน สำนวนนี้
ได้แก่สำนวนแปลของสมเด็จพระพุทธโฆสาจารย์ (เจริญ) วัดเทพศิรินทราวาส นักปราชญ์
รูปหนึ่งในยุครัตนโกสินทร์ แต่บางอาจารย์ให้แปลว่า"อย่าเพิ่งปลงในเชื่อ"
แต่บางท่านแปลตามศัพท์ว่า "อย่าเชื่อ" ดังนั้น การแปลในปัจจุบันนี้จึงมีอยู่ 3 แบบคือ

1. อย่าเชื่อ
2. อย่าเพิ่งเชื่อ
3. อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ


การแปลว่า "อย่าเชื่อ" นั้น
เป็นการแปลที่ค่อนข้างจะแข็งเป็นการไม่ค่อยยอมกัน ส่วนการ แปลอีก 2 อย่างนั้น คือ
"อย่าเพิ่งเชื่อ" และ "อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ" นั้นก็มีความหมายเหมือนกันแต่คำว่า
"อย่าเพิ่งปลงใจเชื่อ" นั้นเป็นสำนวนแปล ที่ค่อนข้างยาว ดังนั้น คำว่า
"อย่าเพิ่งเชื่อ" เป็นสำนวนที่สั้นกว่า ง่ายกว่าและเข้าใจได้ดีกว่า ฉะนั้น
การที่จะแปลให้ฟังง่ายและเหมาะสมก็ต้องแปลว่า "อย่าเพิ่งเชื่อ"


เพราะ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ใครจะพูดก็พูดไปเราก็ฟังไป
อย่าไปว่าหรือค้านเขา แต่อย่าเพิ่งเชื่อ ต้องพิจารณาดูก่อนว่าถูกหรือผิด
เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์ เป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์



นอก จากนั้น
พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสอีกมากในพระสูตรนี้แต่ในที่นี้จะขออธิบายความหมายของ ข้อแนะนำทั้ง 10
ประการเสียก่อน เพราะเป็นส่วนที่มีความสำคัญมากของพระสูตรนี้ และได้รับการแปลออกเป็น ภาษาต่างๆ หลายภาษา
เพราะเขาถือว่าเป็นกฏทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งไม่คาดคิดเลยว่าจะมีกล่าวไว้ในครั้งสมัยเมื่อ ประมาณ
2,600ปีมาแล้ว ที่ใช้ความคิดแบบอิสระอย่างนี้ เป็นความคิดที่มีเหตุผล 10 ประการ คือ




1. อย่าเพิ่งเชื่อโดยฟังตามกันมา
บางคนเมื่อฟังตามกันมาก็เกิดความเชื่อ เมื่อคนนั้นว่าอย่างนั้น คนนี้ว่าอย่างนี้ ก็เชื่อตามกันไป
โดยบอกว่า "เขาว่า"ปัจจุบัน นี้การเชื่อตามเขาว่านี้ ถ้า ไปเป็นพยานในศาลจะไม่เป็นที่ยอมรับ
เพราะการที่ "เขาว่า" นั้น มันไม่แน่การฟังตามกันมาก็เชื่อตามกันมา
ฉะนั้นสุภาษิตปักษ์ใต้จึงมีอยู่บทหนึ่งว่า

"กาเช็ดปาก คนว่ากาเจ็ดปาก ปากคนมากกว่าปากกาเป็นไหนๆ"
สุภาษิตนี้หมายความว่า ชายคนหนึ่งเห็นกากินเนื้อแล้วเช็ดปากที่กิ่งไม้ ก็มาเล่าให้เพื่อนฟังว่า
"ฉันเห็นกาเช็ดปาก"เพื่อนคนนั้นฟังไม่ชัด กลายเป็นว่า"ฉันเห็นกาเจ็ดปาก"
ก็ไปเล่าต่อว่า คนโน้นเล่าให้ฟัง เมื่อวันก่อนว่าเขาเห็นกาเจ็ดปาก ก็เล่าต่อกันมาเรื่อย ๆ ว่า
กามีเจ็ดปาก นี่เป็นการเชื่อตามคำเขาว่า ซึ่งบางคนก็ฟัง มาไม่ชัดเพราะฉะนั้น ก็อาจฟังผิดได้
การที่เขาว่าจึงอาจจะถูกหรือผิดได้ เช่น บัตรสนเท่ห์
เขาว่าอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วก็ว่าตามที่เขาว่านั้น ซึ่งมีจริงบ้างไม่จริงบ้าง ปนกันอยู่

เพราะ ฉะนั้น อย่าเพิ่งเชื่อตามที่เขาว่า แต่ให้ฟังไว้ก่อนชาวพุทธจะไม่ปฏิเสธการที่เขาว่า
แต่จะฟังไว้ ก่อน โดยยังไม่เชื่อทีเดียว บางทีก็ฟังตามกันมาตั้งแต่โบราณ เช่น
สมมุติว่าฝนแล้งก็ต้องแห่นางแมวแล้วฝนจะตก เราจะเชื่อได้อย่างไรว่าแห่
นางแมวแล้วฝนจะตก บ้างก็ว่าเป็นเรื่องที่เขาเล่ากันมาอย่างนี้ คือเชื่อตามเขาว่า ซึ่งก็
อาจจะไม่เป็นจริงตามเขาว่าก็ได้ ดังนั้น เราต้องเชื่อตามเหตุผล อย่าเชื่อตามเขาว่า




2. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดว่าเป็นของเก่า เล่าสืบๆ กันมา บาง
คนบอกว่าเป็นของเก่า เป็นความเชื่อ ตั้งแต่สมัยโบราณเราควรจะเชื่อ เพราะเป็นของเก่า ถ้าไม่เชื่อ
เขาก็หาว่าจะทำลายของเก่า บางคนเห็นผีพุ่งไต้ ก็บอกว่านั่นแหละวิญญาณจะลงมาเกิด อย่าไปทัก
เพราะเป็นความเชื่อกันมาตั้งแต่โบราณ เมื่อมีแผ่นดินไหว คนโบราณจะพูดว่าปลาอานนท์พลิกตัว
หรือเวลามีฟ้าผ่าก็บอกว่ารามสูรขว้างขวาน ฟ้าแลบก็คือนางเมขลา ล่อแก้วเข้าตารามสูร รามสูรโกรธ
จึงขว้างขวานลงมาเป็นฟ้าผ่า

ความ เชื่อเช่นดังกล่าวมานี้เป็นความเชื่อของคนในสมัยโบราณซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่บน หลักของเหตุผล
ดังนั้นความเชื่อของคนโบราณนั้นไม่ใช่ว่าจะถูกหรือดีเสมอไป แต่เป็นความเชื่อปรัมปรา เราจึงไม่ควรจะเชื่อ
ถ้ายังไม่แน่ใจถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องนำสืบๆกันมา




3. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเป็นข่าวเล่าลือ หรือ ตื่นข่าว
เรื่องข่าวนั้นมีมาก ไม่ว่าจะเป็นข่าวทันโลก ข่าวช่วงเช้า ข่าวช่วงเย็น ข่าวเขาว่า ซึ่งมีอยู่มากมาย
ถ้าเราไปเชื่อตามข่าว เราก็อาจจะเป็นคนโง่ได้ เช่น บางคน
อ่านข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ก็คิดว่าเป็นเรื่องจริงแน่แล้ว แต่ข่าวจากหนังสือพิมพ์นั้น
บางทีลงข่าวตรงกันข้าม จากข่าวจริง ๆ เลยก็มี หรือมีจริงอยู่บ้างเพียงบางส่วนก็มี
เราจึงควรพิจารณาให้ดีเสียก่อน เพราะข่าวบางข่าวนั้น
หนังสือพิมพ์ฉบับนั้นต้องมาลงขอขมากันภายหลังที่ลงข่าวผิด ๆ ไปแล้วก็มี ดังนั้น ข่าวลือจึงมีมาก เช่น
ลือว่าจะมีการปฏิวัติ ลือว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ซึ่งบางทีก็จริง บางทีก็ไม่จริง
หรือลือกันว่าคนเกิดวันนั้นวันนี้ จะตายในปีหน้า ต้องรีบทำบุญเสีย ก็เลยพากันเฮมาทำบุญกัน
นี้ก็เพราะฟังเขาลือกันมา บางคนก็ลือกันแบบ กระต่ายตื่นตูมเป็นข่าวเขาว่าไม่ใช่ข่าวเราว่า
เพราะฉะนั้นก็อย่าเพิ่งเชื่อ




4. อย่าเพิ่งเชื่อโดยอ้างคัมภีร์หรือตำรา
ถ้าใครเอาตำรามาอ้างให้เราฟัง เราก็อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะตำราก็อาจจะผิดได้บางคนอาจจะค้านว่า
"ที่เราพูดถึงกาลามสูตรนี้ ไม่ใช่ตำราหรอกหรือ" จริงอยู่ เราก็อ้าง
กาลามสูตรซึ่งเป็นตำราเหมือนกัน แต่ท่านว่า อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะอาจจะผิดได้ ดังนั้น
ไม่ว่าใครจะเอาตำราอะไรก็ตามมาอ้างเราก็ต้องอย่าเพิ่งเชื่อ พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้พิจารณาดูก่อน
บางคนกล่าวยืนยันว่าตนเอง อ้างตามตำรา ซึ่งแท้จริงแล้วเขาไม่ได้อ่านตำรานั้นเลย แต่ว่าเอามาอ้างขึ้นเอง
บางคนก็ต้องการ โดยการอ้างตำรา ดังมีเรื่องเล่ากันมาว่า

"อุบาสก 2 คนเถียงกัน ระหว่างสัตว์น้ำกับสัตว์บกอย่างไหนมีมากกว่ากัน

อุบาสกคนหนึ่งบอกว่า สัตว์บกมีมากกว่า เพราะบนบกนั้นมีสัตว์นานาชนิด เช่น มีแมลงต่างๆ มีมดต่างๆ
มากมาย

ส่วนอีกคนหนึ่งค้านว่า สัตว์น้ำมีมากมายหลายชนิดนับไม่ถ้วน แม้แต่กุ้ง ปลา ก็นับไม่ถ้วนเสียแล้ว
สัตว์น้ำต้องมากกว่าสัตว์บกแน่นอน

ทั้งสองคนจึงไม่อาจตกลงกันได้

อุบาสกคนหนึ่งหัวไวได้ยกบาลีมาอ้างว่า "พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า สัตว์น้ำมีมากกว่าสัตว์บก
ดังพระบาลีที่ว่านัตถิ เม สรณัง อัญญัง แปลว่า สัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก"

อุบาสกอีกคนหนึ่งไม่กล้าค้านเพราะกลัวจะตกนรก

แท้ที่จริง คำว่า "นัตถิ เม สรณัง อัญญัง" นั้น ไม่ได้แปลว่า
"สัตว์น้ำมากกว่าสัตว์บก" แต่แปลว่า "ที่พึ่งอย่างอื่นของข้าพเจ้าไม่มี"
ผู้อ้างคิดแปล
เอาเองเพื่อให้คำพูดของตนมีหลักฐานการอ้างตำรา
อย่างนี้จึงไม่ถูกต้องถ้าใครหลงเชื่อก็อาจถูกหลอกเอาได้

นอกจากนี้ ตำราบางอย่างก็อ้างกันมาผิด พวกที่ไม่รู้ภาษาบาลี เมื่อเห็นเขาอ้างก็คิดว่าจริง เช่น
นักหนังสือพิมพ์ บางคนกล่าวว่า "ทุกขโต ทุกขถานัง ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตน" ซึ่ง
คำกล่าวนี้เป็นบาลีที่ไม่ถูกต้อง เป็น ประโยคที่ไม่มีประธาน ไม่มีกริยา เป็นภาลีที่แต่งผิด
ซึ่งอาจารย์บางท่านเรียกบาลีเช่นนี้ว่า "เป็นบาลีริมโขง" แต่
คนกลับคิดว่าเป็นคำพูดที่ซึ้งดี เพราะฟังดูเข้าที่ดี นี้ก็เป็นการอ้างตำราที่ผิด
ถึงแม้ว่าตำรานั้นจะเขียนถูกแต่ถ้าหาก ว่าไม่มีเหตุผล เราก็ไม่ควรเชื่อ

ปัจจุบัน นี้ มีการโฆษณาหนังสือยอดกัณฑ์พระไตรปิฎกว่า ถ้าถ้าใครสวดเป็นประจำก็จะร่ำรวยเป็น เศรษฐี
ได้ทรัพย์สมบัติและจะปลอดภัย ปลอดโรคต่าง คนก็พากันสวดและพิมพ์แจกกันมาก ซึ่งข้าพเจ้าเองก็ไม่
ทราบว่าจะทำอย่างไรเมื่อมีผู้นำหนังสือนี้มาถวายให้ จะเผาทิ้งก็ติดที่มีคำบาลีอยู่ด้วย
หนังสือนี้ได้พิมพ์ต่อเนื่องกัน มาผิด ๆ และไม่มีพระสงฆ์รูปใดสวดยอดกัณฑ์พระไตรปิฎก นอกจากในหมู่ฆราวาส
บางคนที่ไม่เข้าใจพระพุทธศาสนา

ดังนั้นใครอ้างบาลี เราก็จงอย่าเพิ่งเชื่อต้องพิจารณาดูให้ดีว่ามีอะไรถูกหรือผิดบ้างเสียก่อน




5. อย่าเพิ่งเชื่อโดยคิดเดาเอาเอง ท่านใช้คำว่า ตักกเหตุ คือ การตรึก
หรือการคิด ตรรก วิทยาเป็นวิชา แสดงเรื่องความคิดเห็น อ้างหาเหตุผล
แต่พระพุทธเจ้าทรงกล้าค้านตรรกวิทยาได้ว่า การอ้างหาเหตุผลโดยการ
คาดคะเนนั้นอาจจะผิดก็ได้การอ้างหาเหตุผลนั้นไม่ใช่ว่าจะถูกไปเสียทุกอย่าง

การนึกคาดคะเนหรือการเดาเอาของคนเรานั้นผิดได้ เช่นหลักตรรกวิทยากล่าวว่า "ที่ใดมีควัน
ที่นั้นมีไฟ" ซึ่ง ก็ไม่ แน่เสมอไป เดี๋ยวนี้ที่ใดมีควัน ที่นั้นอาจจะไม่มีไฟก็ได้ เช่น
เขาฉีดสารเคมี พ่นยาฆ่าแมลง ก็มองดูว่าเป็นควันออกมา แต่หามีไฟไม่

หรือบางคนก็คิดเดาเอาเองว่าคงจะเป็นอย่างนั้น คงจะเป็นอย่างนี้ คำว่า คงจะ นั้น มันไม่แน่
เพราะฉะนั้น เราก็อย่าเพิ่งตัดสินว่าเรื่องนี้ถูกแน่นอนแล้ว คำว่า คงจะ นั้นเป็นการนึกเดาเอา




6. อย่าเพิ่งเชื่อโดยการคิดคาดคะเนหรืออนุมานเอา ตัวอย่าง เช่น
เราคิดว่าเราจะแซงรถคันหน้าพันถ้าเรา ขับรถเร็วกว่านี้ ซึ่งเป็นการคาดคะเนเอา
บางทีเราคาดคะเนความเร็วไม่ถูก ก็อาจจะชนรถคันหน้าที่วิ่งสวนมา โครมเข้าไปเลยก็ได้
การคาดคะเนหรืออนุมานเอาอย่างนี้ ทำให้คนตายมามากแล้ว การอนุมานเอานี้มันไม่แน่

บาง คนคิดว่าฝนคงจะตกแน่เพราะเห็นเมฆดำก่อตัวขึ้นมาก็เป็นการอนุมานเอาว่าฝนคงจะ ตก แต่บางที
ลมก็จะพัดเอาเมฆนี้ลอยพ้นไปเลยก็ได้ ซึ่งก็ไม่แน่เพราะอนุมานเอา

ดังนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า แม้อนุมานเอาก็อย่าเพิ่งเชื่อ





7. อย่าเพิ่งเชื่อโดยตรึกเอาตามอาการที่ปรากฏ คือ
เห็นอาการที่ปรากฏแล้วก็คิดว่าใช่แน่นอน เช่น เห็นคนท้องโตก็คิดว่าเขาจะมีลูก ซึ่งก็ไม่แน่
บางคนแต่งตัวภูมิฐานก็คิดว่าคนนี้เป็นคนใหญ่โต ร่ำรวย ซึ่งก็ไม่แน่ อีกบางทีก็เป็นขโมย
แต่งตัวเรียบร้อยมาหาเรา บางคนทำตัวเหมือนเป็นคนบ้าคนใบ้มานั่งใกล้กุฏิพระ คนก็ไม่สนใจนึกว่าเป็นคนบ้า
แต่พอพระเผลอก็ขโมยของของพระไป ดังนั้น เราจะดูอาการที่ปรากฏก็ไม่ได้ บางคนปวดหัว
ก็คิดว่าเป็นโรคอะไรที่หัว แต่ก็ไม่แน่ สาเหตุอาจจะเป็นที่อื่นแล้วทำให้เราปวดหัวก็ได้ เช่น ท้องผูก
เป็นต้นหรือเราขับรถมาถึงสะพานซึ่งมองดูแล้วคิดว่าสะพานนี้น่าจะมั่นคงพอจะ ขับข้ามไปได้ แต่ก็ไม่แน่
สะพานอาจจะพังลงมาก็ได้




8. อย่าเพิ่งเชื่อว่าต้องกับลัทธิของตน คือ เข้ากับความเชื่อของตน
เพราะตนเชื่ออย่างนี้อยู่แล้ว เมื่อใครพูดอย่างนี้ให้ฟัง ก็ยอมรับว่าใช่และถูกต้อง ซึ่งก็ไม่แน่เสมอไป
เพราะสิ่งที่เราเชื่อมาก่อนนั้นอาจผิดก็มี บางทีคนอื่นก็มาหลอกเรา เพราะเห็นว่าเราเชื่ออยู่ก่อนแล้ว
จึงอาศัยความเชื่อของเรา เป็นเหตุมันจึงไม่แน่เสมอไป

บาง คน เมื่อมีใครมาพูดตรงกับความคิดเห็นของตนก็เชื่อแล้ว ตัวอย่างเช่น เราไม่ชอบใครอยู่สักคนหนึ่ง
พอใครมาบอกเราว่าคน ๆ นั้นไม่ดี ก็เชื่อว่าเป็นคนชั่วแน่ เพราะตนเองก็ไม่ชอบหน้าเขาอยู่แล้ว
เรื่องอย่างนี้ก็ไม่ แน่เสมอไป เพราะคนที่เราไม่ชอบอาจจะเป็นคนดีก็ได้
แต่ว่ามีคนอื่นมาพูดยุยงให้เราเข้าใจไปอย่างนั้น เราจึง มองผิดไปได้

หรือคนที่เชื่อเรื่องพระเจ้าสร้างโลก หรือเรื่องเครื่องลางของขลัง
พอมีใครมาพูดเรื่องเช่นนี้ก็เชื่อสนิท เพราะไปตรงกับความเชื่อของตน

เพราะฉะนั้น จงอย่าเพิ่งเชื่อ แม้ในกรณีดังกล่าวมานี้




9. อย่าเพิ่งเชื่อว่าผู้พูดควรเชื่อได้ คือ
เห็นว่าคนที่เป็นคนใหญ่คนโตนั้น พูดจาควรเชื่อถือได้ เช่น เป็น ถึงชั้นเจ้า หรือตำแหน่งสูง
เราก็ควรจะเชื่อคำพูดของเขา แต่มันก็ไม่แน่ แม้แต่พระสงฆ์ก็ไม่แน่ เราจึงต้องฟังดูให้ ดีเสียก่อน
แม้แต่คณะรัฐมนตรีเองก็ไม่แน่ อย่าเพิ่งไปเชื่อคำพูดของท่านเหล่านั้นทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์
ไม่ได้ว่าผู้พูด มียศมีตำแหน่งอย่างนี้แล้ว จะพูดเรื่องน่าเชื่อถือได้เสมอไป เราควรจะฟังหูไว้หู
ฟังให้ดีเสียก่อน มิฉะนั้นแล้วจะ ถูกหลอกได้ง่าย

อย่าเพิ่งเชื่อในที่นี้ มิได้หมายความว่าไม่ให้เชื่อ แต่ควรจะพิจารณาดูก่อนแล้วถึงจะเชื่อ




10. อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเห็นว่าผู้พูดเป็นครูของเรา ข้อนี้แรงมาก คือ
แม้แต่ครูของตนก็ไม่ให้เชื่อ ทั้งนี้ เพราะครูของเราก็อาจจะพูดผิดหรือทำผิดได้ เพราะฉะนั้น
เราจึงต้องฟังให้ดี


ไม่ มีศาสนาใดสอนเราไม่ให้เชื่อครูของตน
แท้จริงแล้วพระพุทธเจ้ามิได้ทรงสอนว่าไม่ให้เชื่อ แต่
ทรงสอนว่าอย่าเพิ่งเชื่อต้องพิจารณาดูเสียก่อนแล้วจึงค่อยเชื่อ


พระพุทธเจ้าตรัสถึงเหตุผลในข้อที่อย่าเพิ่งเชื่อดังกล่าวมาดังนี้
โดยตรัสว่า " ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย เมื่อท่านทั้งหลายรู้ได้ด้วยตนเองว่า
ธรรมทั้งหลายเหล่านี้เป็นอกุศล มีโทษ ก่อความทุกข์ เดือดร้อน วิญญูชนติเตียน
ถ้าประพฤติเข้าแล้วเป็นไปเพื่อความทุกข์เดือดร้อน ท่านทั้งหลายจงละทิ้งสิ่งเหล่านี้เสีย "
พระองค์ไม่ได้ตรัสว่าดีหรือไม่ดี แต่ให้พิจารณาดูว่าถ้าไม่ดีก็ทิ้งเสีย


พระพุทธเจ้ายังได้ตรัสต่อไปว่า "
ชาวกาลามะทั้งหลายท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน ความโลภ ซึ่งเกิดขึ้นในใจของคนเราแล้ว เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
ความโลภเป็นไปเพื่อประโยชน์หรือไม่ใช่ประโยชน์ "



_______ เนื้อหาเกี่ยวกับ กาลามสูตร มีเยอะมาก ผมคงยกมาไม่หมด ดังนั้นถ้าใครอยากฉลาดรอบรู้และมีปัญญา
ลองอ่านเพิ่มเติมเองน่ะครับ http://www.kroobannok.com/blog/1671

_______ แค่นี้นะครับ ติดตามข่าวสารข้อเท็จจริงได้จากหน้าหนังสือพิมพ์นะครับ
และอ่านแล้วต้องมีวิจารณญาณด้วยนะครับ ไปล่ะ...






หมายเหตุ คำว่า "วิจารณญาณ" หมายถึง
วิจารณญาณ (อ่านว่า วิจาระนะยาน) หมายถึงปัญญาที่สามารถรู้หรือให้เหตุผลที่ถูกต้อง
ปัญญาสามารถในการพิจารณาจัดแจง วางแผน สืบสวน แสวงหา ไตร่ตรองเหตุผล เรียกว่า วิจารณปัญญา ก็มี

วิจารณญาณ เป็นเครื่องมือในการสังเกตคิดค้น และตัดสินวินิจฉัยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
เป็นเครื่องมือของโยนิโสมนสิการ มีลักษณะเฟ้นหาไตร่ตรองข้อเท็จจริงด้วยเหตุผลรอบคอบและรอบด้าน
ทำให้ฉุกคิดไม่ตัดสินใจโดยรีบด่วนจนเกิดความผิดพลาด เป็ตให้การสรุปผลหรือตัดสินเรื่องนั้นๆ
ถูกต้องถ่องแท้ หรือผิดพลาดน้อยที่สุด

วิจารณญาณ เป็นเรื่องของปัญญา เหตุผลและข้อเท็จจริง มิใช่เป็นเรื่องของทัศนะและการคาดเดา

การศึกษาสมัยใหม่ในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศได้นำกระบวนการคิดในลักษณะนี้มารวมไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้
นพื้นฐาน เรียกว่า "การคิดเชิงวิจารณ์"


ที่มา : http://th.wikipedia.org/wiki/วิจารณญาณ





โดย : ิbiocom IP : 125.25.200.215 [ 22/01/2010 , 00:35:29 ]

ความคิดเห็นที่ : 7


______ OK เท่านี้น่ะ

โดย : biocom IP : 125.25.200.215 [ 22/01/2010 , 00:37:37 ]

ความคิดเห็นที่ : 8

_______ฮ่าๅ ผมลืมบอกไปว่า ทำไมเว็บบอร์ดของโรงเรียนตากพิทยาคมของเรา เป็นที่สนใจจากสังคมภายนอก
(ทั่วประเทศไทย) ก็เพราะว่ามีชื่อ biocom ติดอยู่ตามกระทู้จากเว็บไซด์ชื่อดังต่างๆ เช่น

_______ไม่เชื่อลองพิสูจน์ดูสิ ว่ามี biocom อยู่จริงหรือเปล่า เช่น

_______ http://hilight.kapook.com/view/45615


อิอิ แฮ่ะๆ

โดย : biocom IP : 125.25.200.215 [ 22/01/2010 , 00:50:50 ]

ความคิดเห็นที่ : 9


_______ดังนั้น การศึกษาของไทยเราจงเจริญ... พี่ไทย เย้ๆ ! ...

โดย : biocom IP : 125.25.200.215 [ 22/01/2010 , 00:52:52 ]

ความคิดเห็นที่ : 10



_______อ้อ เตือนนิดนึงเกี่ยวกับ พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์นะครับ
สำหรับใครที่เคยโพสต์เกี่ยวกับข่าวนี้ไปแล้วโดยไม่ตั้งใจหรือไม่ได้เจตนาหรือเตือนเพื่อนๆพี่ๆน้อง...
ก็หยุดนะครับ เพราะเจ้าของเบอร์จะเดือดร้อน... (ผมผิดพลาดตรง ค.ห. ที่ 4
แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาและชี้แจงไว้แล้ว)


_______ยกเว้นกรณีที่ไม่ส่งเสริมให้โทรศัพท์ไปยังเบอร์นั้นๆ...
ดังนั้นงดโพสต์และงดโทรไปยังเบอร์นั้นๆและหยุดอย่างเด็ดขาดน่ะครับ เดี๋ยวหาว่าไม่เตือน...
เพราะเขามีการสอบสวนข้อเท็จจริงของแหล่งที่มาอยู่น่ะ...


_______สำหรับกรณีที่เป็นต้นเรื่องเจตนาวางแผนปล่อยข่าวลือหรือผู้คิดวิธีทำให้ผู้อื่นๆเดือดร้อน
ก็ต้องระวังนะครับ ผิดกฎหมายเต็มๆ เลย ดังนั้นก็ฝากความรู้เกี่ยวกับการทำผิดตาม พ.ร.บ.
ให้กับนักเรียนไว้เท่านี้ล่ะ


===== ข่าวเรื่อง สกทช.เตือนมือปล่อยข่าว"เบอร์โทรมรณะ" ระวังเจอดำเนินคดี =====


นายประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.)
สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (สกทช.) กล่าวถึงข่าวเบอร์โทรศัพท์มรณะว่า
ข่าวดังกล่าวสร้างผลกระทบอย่างมาก ขนาดที่บางหมู่บ้านตื่นตระหนกจนปิดโทรศัพท์มือถือหมด
ทำให้ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้


"จากการตรวจสอบเลขหมายพบ ว่า เป็นเลขหมายระบบเติมเงินในเครือข่ายเอไอเอส 3 เลขหมายและรายเดือน 1
เลขหมาย แต่ทั้ง 4 หมายเลขมีผู้ใช้บริการอยู่
และต้องเดือดร้อนคอยรับโทรศัพท์จากผู้คนจำนวนมากที่ต้องการสอบถามข้อเท็จ จริง
เป็นการรบกวนชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง จนบางรายต้องปิดเครื่องตลอดเวลา
ทั้งที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข่าวลือนี้แต่อย่างใด
จึงขอความร่วมมือจากประชาชนงดการโทรไปที่หมายเลขที่เป็นข่าว" นายประวิทย์ กล่าว


นายประวิทย์ กล่าวต่อว่า ข่าวลือดังกล่าวกำลังลามไปเรื่อยๆ ซึ่งทุกประเด็นล้วนไม่มีมูลความจริง
โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยไวรัสผ่านโทรศัพท์มือถือทำให้เครื่องระเบิด
หรือปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูงทำให้แก้วหูทะลุ เพราะหากเป็นไวรัส
จะทำให้โทรศัพท์ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติหรือหยุดทำงานเท่านั้น แต่ไม่สามารถทำให้ระเบิดได้
และปัญหาไวรัสจะเกิดได้กับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆ เท่านั้น
อีกทั้งการระเบิดของโทรศัพท์มือถือจะเกิดจากส่วนแบตเตอรี่
ซึ่งปัจจุบันมีการเพิ่มชิปเพื่อป้องกันการลัดวงจรของแบตเตอรี่แล้ว


ส่วน ประเด็นเรื่องการส่งคลื่นเสียงทำให้แก้วหูทะลุนั้น นายประวิทย์ กล่าวว่า
เป็นไปไม่ได้เพราะแก้วหูจะทะลุได้ ไม่ได้ขึ้นกับความถี่แต่ขึ้นกับความดังของเสียง คือประมาณ 160 เดซิเบล
ขณะที่ลำโพงโทรศัพท์มือถือไม่สามารถส่งเสียงดังในระดับนั้นได้
หรือแม้แต่เครื่องสลายการชุมนุมด้วยคลื่นเสียงที่ราชการใช้อยู่ ก็ดังสูงสุดที่ 151 เดซิเบลเท่านั้น
การส่งคลื่นเสียงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อให้แก้วหูทะลุจึงเป็นไปไม่ได้



"การ โพสต์เลขหมายตามข่าวลือในอินเทอร์เน็ตหรือส่งต่อทางอีเมล์เป็นการสร้างความ
เสียหายให้กับผู้ใช้บริการเลขหมายดังกล่าว และตรวจสอบแล้วเป็นข้อความที่ไม่เป็นความจริง
ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ผู้ที่นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวตอร์ ผู้ที่เผยแพร่
หรือส่งต่อข้อความเกี่ยวกับเบอร์อันตรายรับแล้วตาย ซึ่งเป็นความเท็จ
และทำให้เจ้าของเบอร์โทรศัพท์ได้รับความเสียหาย ถูกรบกวนสิทธิ และได้รับเสียหายแก่ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น
เกลียดชัง จึงมีความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นข้อมูลเท็จมีความผิดตาม
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ม. 14 จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับ 1 แสนบาท
และมีความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 326" นายประวิทย์ กล่าว


นาย ประวิทย์ กล่าวด้วยว่า ผู้ให้บริการที่จงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ
คอมพิวเตอร์ เผยแพร่ ส่งต่อข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน มีความผิดตาม
พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 15


ที่มา : http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1264068116&grpid=03&catid

โดย : biocom IP : 125.25.200.215 [ 22/01/2010 , 02:36:16 ]

Webboard Powered by : 212cafe.com

ภาพประกอบ : ( ไม่เกิน 50 Kb)
จาก : *
E-mail :
เบอร์ติดต่อ : ICQ :
รายละเอียด :
Very Happy Smile Sad Surprised
Shocked Confused Cool Laughing
Mad Razz Embarassed Crying or Very sad
Evil or Very Mad Twisted Evil Rolling Eyes Wink
Exclamation Question Idea Arrow
*

  *
กรุณา Click Post Message เพียงครั้งเดียว


Webboard v.2.80 beta Powered by : 212cafe.com © 2000-2003. All rights reserved.